วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สถาปัตยกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์



สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จขึ้นครองราชย์และสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นเมืองหลวงกรุงรัตนโกสินทร์ และทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำให้กรุงเทพมหานครเป็นเหมือนกรงศรีอยุธยาแห่งที่สอง กล่าวคือได้มีการสร้างสถาปัตยกรรมที่สำคัญ โดยเลียนแบบอย่างมาจากกรุงศรีอยุธยารวมไปถึงสถาปัตยกรรมประเภท

บ้านพักอาศัย เรือนไทยบางเรือนที่ยังคงเหลือจากการทำศึกสงครามกับพม่าก็ถูกถอดจากกรุงศรีอยุธยามาประกอบที่กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานครกลายเป็นมหานครศูนย์กลางแห่งหนึ่งที่รวบรวมเอาผู้คนหลายหลายชาติวัฒนธรรมเข้ามารวมอยู่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็น แขก (อินเดีย) ฝรั่ง (ชาติตะวันตก) และ จีน ที่มีการซึมซับวัฒนธรรมอื่นมาทีละน้อย หลักฐานในยุคนั้นไม่ปรากฏเท่าไร เนื่องจากผุพังไปตามสภาพกาลเวลา แต่จะเห็นได้จากภาพตามจิตรกรรมฝาผนังของวัดต่างๆ ที่สร้างขึ้นในสมัยนั้น รวมถึงรูปแบบบ้านพักอาศัยซึ่งมีตึกปูนแบบจีนอยู่ค่อนข้างมาก

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นยุคทองแห่งศิลปะจีน มีการใช้การก่ออิฐถือปูนและใช้ลวดลายดินเผาเคลือบประดับหน้าบันแทนแบบเดิม

สมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มมีการติดต่อกับชาติตะวันตกมากขึ้นดังเช่น วัดนิเวศธรรมประวัติ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นศิลปะแบบกอธิค

ต่อมาในยุคที่มีการล่าอาณานิคม พระมหากษัตริย์ของเราก็ทรงพระปรีชาสามารถเลือกหนทาง การประนีประนอม ไม่ให้เสียเอกราชไปโดยที่เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมความเป็นอยู่ของตัวเอง สถาปัตยกรรมไทยในสมัยนั้นจึงมีหน้าตาเป็นแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก บ้านเรือนเปลี่ยนรูปแบบเป็นตึกก่ออิฐถือปูน มีการวางผังแบบสากลและตายตัว ไม่ใช้ Open Plan แบบเก่า มีการกั้นห้องเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น รับแขก รับประทานอาหาร นั่งเล่น เป็นต้น




สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้แบ่งประเภท ของบ้านเรือนในกรุงเทพตามแบบวัฒนธรรมออกเป็น 3 แบบ คือ
- แบบเดิม คือ แบบเรือนของผู้มีฐานะ (ระดับ) เดียวกัน เคยทำมาอย่างไรก็ทำมาอย่างนั้น มิได้คิดเปลี่ยนแปลงยกตัวอย่างเช่น วังเจ้าบ้านนายขุน
- แบบผสม คือ เอาตึกฝรั่งหรือเก๋งจีนมาสร้างแทรกเข้าบ้าง เข้าใจว่าเกิดขึ้นในรัชการที่ 4 และต่อมาจนต้นรัชกาลที่ 5 ดังตัวอย่างที่มีเก๋ง และ การแก้ไขตำหนักที่วังท่าพระ เป็นต้น
- เปลี่ยนเป็นอย่างใหม่ คือ เลิกสร้างเรือนแบบไทยเดิม และตึกฝรั่ง เก๋งจีน คิดทำเป็นตึกฝรั่งทีเดียว เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5
อย่างไรก็ตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมในสมัยนั้นก็คงเอกลักษณ์ไทยเอาไว้บ้าง เช่นการนำหน้า ตาสถาปัตยกรรมไทยเข้ามาใส่ด้านหน้าของตึก ไม่ว่าจะเป็น ลายฉลุไม้ หลังคา ทรงจั่ว

* อ้างอิง http://blog.eduzones.com/natty/3444

สถาปัตยกรรมสีเขียว



“เขียว” เขียวจะเป็นเขียวไม่ได้ถ้าปราศจาก “เหลือง” และ “น้ำเงิน” ถ้าสีเหลืองเปรียบเสมือนแสงตะวันที่สาดทอลงมาสู่สรรพสิ่งทั้งหลาย
ทำให้เกิดชีวาแห่งวัฎจักรการดำรงอยู่ และสีน้ำเงินเปรียบดังชีวิตที่รื่นไหลวนเวียนเป็นสายน้ำที่เย็นฉ่ำหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตให้ดำเนิน
ไปหมุนเวียนตามระลอกคลื่นแห่งกาลเวลาเป็นลำน้ำแห่งการปรุง ชีวิต จิต วิญญาณ ทั้งสองธาตุสีจึงเป็นสีที่แทนธาตุแห่งความอบอุ่น
ที่สร้างพลังให้บังเกิดและธาตุแห่งการหมุนเวียนหล่อเลี้ยงชีวิตให้คงอยู่ เกิดเป็น อาทร อาวรณ์ แห่งจิต กำเนิดแห่ง ”สีเขียว”


ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความงามของพืชพรรณแห่งชีวิต จนหล่อหลอม ชงตัวเข้าอาศัยอย่างนุ่มนวล ประนีประนอม และเคารพไว้ซึ่งธรรมชาติ
คงเฉกเช่นกับการปรุงงานสถาปัตยกรรม จะแทรกตัวเข้ามาได้นั้นต้องอาศัย ความอ่อนน้อมต่อเทศะ ไหลไปตามกาละ
ก่อเกิดเป็น “สถาปัตยกรรมสีเขียว”... “สถาปัตยกรรมแห่งชีวิต”




“สถาปัตยกรรมแห่งชีวิต”…ยืนอยู่ด้วยตนเอง…ยืนยาวจากอดีต…อยู่คู่ปัจจุบัน…สัมพันธ์ถึงอนาคต
การผสมผสานเรื่องราวแห่งการรังสรรค์ของธรรมชาติ กับความก้าวล้ำของเทคโนโลยี เข้ามาร้อยเรียง ถักทอ
เพื่อสรรค์สร้างงานสถาปัตยกรรม เกิดบทกวีแห่งความเอื้ออาทร อาวรณ์หมุนเวียนเป็นวัฎจักรแห่งชีวิต (WHEEL OF LIFT) จิต (PSYCHE) วิญญาณ (SOUL)

ชีวิตที่ผันแปลไหลไปตามกระแสแห่งกาละ…เปลี่ยนแปลงตามเทศะ…และผกผันตามปรากฏการณ์แห่งโลก จากนี้สถาปัตยกรรมแห่งชีวิตจะอยู่อย่างยั่งยืนและ
ฉายรูปธรรมแห่งการปรุงจิตเพื่อ สร้าง+สรรค์ ความงามให้บังเกิดต่อสายตามนุษยชาติ ก่อเกิดระบบและวัฎจักรแห่งงานสถาปัตยกรรม
จนเป็นจุดริเริ่มแห่งแนวความคิดสถาปัตยกรรมยั่งยืน

* อ้างอิง http://www.baandin.org/web/index.php?option=com_content&task=view&id=101&Itemid=64

การผังเมือง คืออะไร มีประโยช์อย่างไร และประชาชนควรมีส่วนร่วมอย่างไร



การผังเมือง หมายความว่า การวาง จัดทำและดำเนินการให้เป็นไปตามผังเมืองรวมและ ผังเมืองเฉพาะในบริเวณเมืองและบริเวณที่เกี่ยวข้องหรือชนบท เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาเมืองในอนาคต และการกำหนดแนวทางดังกล่าวยังต้องคำนึงถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสวยงาม การใช้ประโยชน์ในทรัพย์สิน ความปลอดภัย สวัสดิภาพของสังคม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการดำรงรักษาหรือบูรณะสถานที่ที่มีคุณค่าทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีอีกด้วย


การวางผังเมืองมีประโยชน์



1. ทำให้เมืองหรือชุมชนมีความสวยงามเจริญเติบโตอย่างมีระเบียบแบบแผนและถูกสุขลักษณะ
2. เพื่อวางแนวทางการพัฒนาเมืองหรือชุมชนให้มีระเบียบ โดยวางผังโครงการคมนาคมและขนส่งให้สัมพันธ์กับการใช้ประโยชน์ที่ดินในอนาคต
3. ทำให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการอยู่อาศัย
4. ส่งเสริมเศรษฐกิจของเมืองหรือชุมชน
5. ส่งเสริมสภาพแวดล้อมของเมืองหรือชุมชนให้มีที่โล่งเว้นว่าง มีสวนสาธารณะ มีที่พักผ่อนหย่อนใจ
6. ดำรงรักษาสถานที่ที่มีคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมประวัติศาสตร์และโบราณคดี
7. บำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและภูมิประเทศที่งดงามทั้งในเขตเมืองและชนบท


ประชาชนควรมีส่วนเกี่ยวข้องกับผังเมือง



ผังเมืองเป็นเครื่องช่วยสนับสนุนให้รัฐและเอกชนบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ ในการพัฒนาเมืองร่วมกัน ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนร่วมในการทำให้เป้าหมายต่างๆ กลายเป็นจริงขึ้นมา ได้แก่การสนับสนุนทางด้านงบประมาณและการที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการวางผังเมืองนั้น แต่เนื่องจากขั้นตอนในการวางผังเมืองมีความสลับซับซ้อน จึงต้องใช้เวลานานในการดำเนินการตั้งแต่ต้นจนจบ กฏหมายได้กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ดังนี้

1. เมื่อจะมีการวางผังเมืองรวม ณ ท้องที่ใดตามกฏหมายระบุให้ต้องมีการปิดประกาศเพื่อแจ้งให้ประชาชนได้ทราบว่า จะมีการวางและจัดทำผังเมือง ณ ท้องที่นั้น ประชาชนในท้องที่ ดังกล่าวสามารถมีส่วนร่วมในการดำเนินการได้ โดยการให้ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการวางและจัดทำผัง ขั้นตอนนี้พอจะเปรียบเทียบกับงานออกแบบบ้านได้ว่าประชาชนในท้องที่ที่จะวางผังก็คือ เจ้าของบ้านหรือผู้ใช้อาคาร ซึ่งควรจะชี้แจงความต้องการต่างๆ ของข้อมูลสมาชิกในครอบครัวให้สถาปนิกทราบ เพื่อจะได้เป็นแนวนโยบายในการออกแบบให้ถูกวัตถุประสงค์ในการใช้สอยอาคารของเจ้าของนั้นเอง

2. ในระหว่างการวางผัง ซึ่งจะต้องมีการสำรวจเก็บข้อมูล วิเคราะห์ วิจัย เจ้าหน้าที่ผู้วางผังจะเข้าพบคณะที่ปรึกษาผังเมืองรวม ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานประกอบด้วยผู้แทนองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นผู้แทนส่วนราชการต่างๆ และบุคคลอื่นๆ ซึ่งถือว่าคือส่วนหนึ่งของตัวแทนประชาชน เพื่อขอทราบแนวนโยบายและความต้องการของท้องถิ่น เมื่อวางผังเบื้องต้นเสร็จแล้วก็จะต้องนำผังนั้นไปปิดประกาศและประชุมรับฟังข้อคิดเห็นของประชาชนไม่น้อยกว่า 1 ครั้ง ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการดำเนินการช่วงนี้ได้โดยการเข้าร่วมประชุมเพื่อรับฟังและแสดงความคิดเห็นหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติม ผู้วางผังก็จะนำความคิดเห็นและความต้องการต่างๆ นั้นไปประมวลกับหลักวิชาการเพื่อพิจารณาจัดวางผังเมืองให้เหมาะสมกับสภาพของท้องถิ่นและความต้องการของชุมชนนั้นๆ

3. เมื่อวางผังเสร็จสมบูรณ์แล้วก็จะนำผังเสนอให้คณะกรรมการผังเมือง ซึ่งมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานพิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อผังได้รับความเห็นชอบแล้ว จะต้องนำผังไปปิดประกาศในท้องที่ที่ทำการวางผังเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน เพื่อให้ประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไปตรวจดูแผนผังและข้อกำหนดของผัง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารร้องขอให้แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดินของผังเมืองนั้นๆ โดยทำเป็นหนังสือถึงกรมโยธาธิการและผังเมือง หรือเจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้วางและจัดทำผังนั้น


*อ้างอิง http://opens.dpt.go.th/dpt_faqs/index.php?option=com_content&task=view&id=17&Itemid=27

วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สถาปัตยกรรม ชิโน-โปรตุกีส

วิชาการผังเมือง

วิชาการผังเมือง (Town Planning or City Planning) เป็นศาสตร์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางใน ปัจจุบันจากทุกวงการทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม กล่าวกันว่ามนุษย์ทั้งที่เป็นทางส่วนตัวหรือโดยเป็นหมู่คณะรู้จัก วางแผนมาตั้งแต่ตอนเริ่มแรกของวิวัฒนาการยุคแรกสุดแล้ว และอาจพูดได้ว่าถ้าไม่มีการวางแผน (Planning) ก็คงจะไม่มีวิวัฒนาการเกิดขึ้นอย่างแน่นอน มนุษย์ก็คงจะเป็นเพียงสัตว์โลกที่มีสัญชาติญาณและปฏิกิริยาที่ตอบสนอง
ต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น ไม่มีระบบสังคมและการปกครองที่มีแบบแผนที่แตกต่างไปจากสัตว์อื่นๆ ไม่มีการเกษตรกรรม การหัตถกรรม การอุตสาหกรรม การก่อสร้าง ตลอดจนศิลปะหรือการสร้างสรรค์ตลอดจนการฝึกฝนวางแผนที่มีจุดมุ่งหมายและเหมาะสมเป็นพฤติกรรมพื้นฐานของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์ ดังนั้นแนวความคิดเกี่ยวกับการวางแผนก็ได้เติบโตและเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์ และวิวัฒนาการของโลกเสมอมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตของทุกคน ซึ่งในด้านของการใช้ประโยชน์ที่ดินและทรัพยากร การออกแบบ การก่อสร้างอาคาร และการคมนาคม รวมทั้งการกำหนดรูปแบบความสัมพันธ์ของนโยบายด้านสังคมและเศรษฐกิจถูกเรียกขานว่า “การผังเมือง” (Town Planning) หรือ “การวางผังชุมชนและการผังภาค” (Urban Planning and Regional Planning)


ขอบเขตของงานผังเมือง
จากความหมายของการวางผังเมืองที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้ว อาจพูดได้ว่าการผังเมืองนั้นก็คือ การพัฒนาเมือง เพื่อให้เกิดความสุขความพอใจแก่ประชาชนผู้อยู่อาศัยรวมกันในเมืองนั้น ๆ โดยเน้นการควบคุมและพัฒนาทางด้านกายภาพให้มีความสัมพันธ์อย่างมีระบบกับการพัฒนาในด้านอื่น ๆ เป็นหลัก เพื่อให้มองเห็นขอบเขตของ การทำงานและความสัมพันธ์กับการพัฒนาด้านอื่น ๆ ชัดเจนขึ้น